มองอนาคต: หลัง Fed ประกาศอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2026 จะเป็นอย่างไร?
สัปดาห์นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนธันวาคมตามคาด ลดดอกเบี้ย 25 จุด การลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ฟื้นตัว ส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแตกต่างกันไป ในสภาวะพื้นฐานที่ดีขึ้น นักวิเคราะห์มองว่าปี 2026 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสเข้าสู่ “Proud Bull Market” หรือกระทิงที่แข็งแกร่งและมีความภูมิใจ
ในสัปดาห์นี้ “Zeng Jianxian” นักวิเคราะห์จากประเทศฝรั่งเศส มุ่งเน้นไปที่ปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพื่อค้นหาโอกาสในการจัดพอร์ตการลงทุนปี 2026 จากมุมมองวัฏจักรสูงสุดและแนวโน้มใหม่ของตลาด
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นสหรัฐ
Zeng Jianxian ชี้ว่า จากกราฟรายปี (Yearly Chart) ดัชนี Dow Jones อยู่ในช่วงของ “Wave 3” ที่แข็งแรง ส่งผลให้ทิศทางตลาดชัดเจน และจากกราฟรายไตรมาส (Quarterly Chart) Dow Jones ก็แสดง Wave 3-3 ที่บ่งบอกถึงพื้นที่ขาขึ้นที่ชัดเจน
นักวิเคราะห์จากธนาคารชั้นนำของสหรัฐฯ ให้มุมมองต่อทิศทางตลาดดังนี้:
Chris Heiss หัวหน้านักลงทุนของ Bank of America มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าสู่ “Proud Bull Market”
Cathie Wood นักลงทุนหญิงชื่อดัง มองว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากภาวะถดถอยแบบหมุนเวียน (Rolling Recession) ไปสู่การฟื้นตัวแบบหมุนเวียน (Rolling Recovery) พร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ลดต้นทุน และนโยบายลดภาษีและ Fed Policy Turn ส่งผลให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อต่ำแต่การเติบโตสูง
Zeng ระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนจาก 3 ปัจจัยหลัก:
1) สภาพคล่องจาก Fed ลดดอกเบี้ย – Fed ไม่เน้นการสกัดเงินเฟ้อ แต่เปลี่ยนโฟกัสไปที่การรักษาการจ้างงาน ทำให้มีโอกาสลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง พร้อมหยุดการลดงบดุลและซื้อพันธบัตรระยะสั้น เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องหายากในประวัติศาสตร์ และเป็นแรงหนุนตลาดกระทิง
2) การเพิ่มผลผลิตและเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนเชิงบวก – งานวิจัยของ Goldman Sachs ระบุว่า AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานเฉลี่ย 30% และในปี 2026 บริษัทสหรัฐฯ ขนาดใหญ่กว่า 250 คน 40% จะนำ AI มาใช้ ทำให้เกิด Good Deflation สนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายต่อเนื่องของ Fed
3) สิทธิประโยชน์ทางภาษีและแรงจูงใจทางการเงิน – ผ่าน “The Great America Act” ที่มีข้อกำหนดสำคัญ เช่น การลดภาษีบริษัทเป็น 21% แบบถาวร การหักค่าใช้จ่าย R&D ในปีเดียว และการลดภาษีเงินได้จากทิป โอที ดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์ และเพิ่มสิทธิประโยชน์ภาษีเงินบำนาญ สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นของบริษัทและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ผลลัพธ์จากสามปัจจัยนี้อาจสะท้อนเป็นรายได้ที่ใช้จ่ายได้สูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวและหนุนราคาหุ้นในปี 2026
2. ความกังวลสองประการที่อาจกระทบตลาดหุ้น
แม้พื้นฐานดี แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงสองประการ:
-การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น จะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนหรือไม่?
-ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีฟองสบู่หรือไม่?
Zeng ชี้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ BoJ อาจทำให้มีการปิดออเดอร์ Arbitrage เพราะเงินเยนเป็นสกุลดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ตลาดอาจเกิดความผันผวนระยะสั้น แต่จากประวัติการขึ้นดอกเบี้ยของ BoJ ครั้งก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ตอบสนองมากนัก และได้รับอิทธิพลจาก Fed Policy และพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นหลัก
สำหรับฟองสบู่ Zeng วิเคราะห์ว่าหากตัดหุ้น Tech 7 พี่ใหญ่ ("FAANG") ออกไป PE ของ S&P อยู่ราว 20 เท่า ถือว่าต่ำมาก และกระแสเงินสดและกำไรของหุ้น Tech 7 ก็เพียงพอสนับสนุน PE ปัจจุบัน ขณะที่ Russell 2000 ที่ปรับขึ้นอย่างมาก มีศักยภาพกำไรสูง ซึ่งสนับสนุนให้หุ้นทุกขนาดปรับขึ้นร่วมกัน
แม้กระแส AI ลดลง แต่การลงทุนของ Warren Buffett เช่น ซื้อหุ้น Google มูลค่า 47 พันล้านดอลลาร์ แสดงว่า AI Tech ยังมีความน่าสนใจและได้รับการยอมรับจากนักลงทุนมืออาชีพ
3. การเติบโตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความกว้างมากขึ้น
ในอดีต ตลาดมักโฟกัสที่ Tech 7 พี่ใหญ่ แต่ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา มีการหมุนเวียน Sector อย่างชัดเจน เช่น พฤศจิกายน 2025 หุ้นกลุ่ม Healthcare ปรับขึ้น 9% ส่งผลให้ S&P Equal Weight และ S&P Ex-FAANG ทำสถิติสูงสุดใหม่ แสดงถึงความกว้างของตลาดที่ขยายตัว
ยังมีบริษัทคุณภาพสูงที่รอ IPO เช่น SpaceX ซึ่งการเข้าตลาดจะยิ่งผลักดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นต่อไป
นักวิชาการการเงินจาก Wharton School มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่ฟองสบู่เหมือนช่วง Dotcom แต่คล้ายตลาดกระทิงปี 1996 ยังมีพื้นที่ให้ปรับตัวขึ้นอีกมาก
ช่วงปลายปี 2025 ต้องจับตา Santa Claus Rally ซึ่งเกิดขึ้นช่วง 5 วันทำการหลังคริสต์มาสถึง 2 วันแรกของปีใหม่ หากตลาดสามารถยืนได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณอีกข้อหนึ่งที่สนับสนุน Proud Bull Market ในปี 2026
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำหน้าที่เหมือน “เครื่องชี้อากาศเศรษฐกิจโลก” สะท้อนการประเมินนโยบายการเงิน วัฏจักรเศรษฐกิจ และเทรนด์อุตสาหกรรมอย่างครบถ้วน ไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ยังเป็นแนวทางพิจารณาการลงทุนในตลาดที่เกี่ยวข้องและโอกาสใหม่ ๆ ของนักลงทุนทั่วโลก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น