ญี่ปุ่นกับจีนจะรบกันไหม? และถ้าเกิดความตึงเครียดจริง จะกระทบการลงทุนด้านไหนบ้าง?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง ญี่ปุ่น–จีน ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางทะเลในเขต ทะเลจีนตะวันออก (East China Sea) การแย่งชิงอิทธิพลในเอเชีย หรือการขยายกำลังทหารของทั้งสองประเทศ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มกังวลว่า “มีโอกาสเกิดสงครามไหม?” และ “ถ้าเกิดความขัดแย้งรุนแรง จะกระทบพอร์ตลงทุนด้านไหนบ้าง?”
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นกับจีน มีจริง แต่ความเสี่ยงเกิดสงครามขนาดใหญ่ ‘ต่ำมาก’ เหตุผลสำคัญคือ ทั้งสองประเทศพึ่งพากันทางเศรษฐกิจสูงมาก จีนเป็นตลาดส่งออกและแหล่งวัตถุดิบสำคัญของญี่ปุ่น ส่วนญี่ปุ่นเองก็เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในจีน การปะทะทางทหารเต็มรูปแบบจะทำลายห่วงโซ่อุปทานและสร้างความเสียหายต่อทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล จนไม่คุ้มค่าต่อการเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ความ “ตึงเครียด” หรือ “ความขัดแย้งระดับกดดัน” มีโอกาสสูง และสิ่งนี้เองที่เป็นตัวกระทบต่อตลาดการเงินมากกว่า แม้จะไม่ถึงขั้นรบกันจริง แต่เพียงข่าวลือ ความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะเซ็นกากุ หรือการซ้อมรบใกล้เขตแดน ก็เพียงพอให้ตลาดผันผวนแรงแล้ว
1) ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei 225) – ตัวแรกที่สะเทือนทันที
ถ้ามีความตึงเครียดรุนแรง นักลงทุนจะเทขายหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาจีน เช่น
-อิเล็กทรอนิกส์
-รถยนต์
-ชิ้นส่วนเทคโนโลยี
เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมีฐานการผลิตในจีน และยอดขายที่ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคจีนจำนวนมาก
นอกจากนี้ หุ้นญี่ปุ่นมีลักษณะเป็น ตลาดที่ไวต่อข่าวภูมิรัฐศาสตร์ อยู่แล้ว เพียงข่าวลบก็ทำให้เกิดแรงขายได้ทันที
2) ตลาดหุ้นจีน – กระทบตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์
ถ้ามีแค่ความตึงเครียดทางทหาร หุ้นจีนจะได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Fund) ที่ไหลออก เนื่องจากกังวลเรื่องความไม่แน่นอนในภูมิภาค
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือ
-เทคโนโลยี
-อุตสาหกรรมส่งออก
-บริษัทที่มีข้อต่อห่วงโซ่อุปทานร่วมกับญี่ปุ่น
แต่ในบางกรณี รัฐบาลจีนก็มีแนวโน้มอัดฉีด เพื่อพยุงตลาด ทำให้แรงตกไม่รุนแรงเท่าที่คิด
3) สกุลเงินปลอดภัย (Safe Haven) เช่น เยน และทองคำ
“สงคราม” หรือ “ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” มักทำให้เงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยทันที
เยนญี่ปุ่น (JPY) อาจแข็งค่า เนื่องจากถูกมองว่าเป็น Safe Haven
ทองคำ (Gold) มักพุ่งขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการหลบความเสี่ยง
แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ประวัติศาสตร์การลงทุนชี้ตรงกันว่า เมื่อเกิดความเสี่ยงระดับภูมิรัฐศาสตร์ “เงินยังคงไหลเข้าเยน” เสมอ
4) ตลาดน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities)
หากความตึงเครียดขยายวงกว้าง กระทบเส้นทางเดินเรือ หรือห่วงโซ่อุปทานในเอเชียตะวันออก อาจทำให้สินค้าอย่าง
-น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โลหะอุตสาหกรรม เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม ปรับตัวขึ้นจากความเสี่ยงด้านซัพพลาย
โดยเฉพาะน้ำมัน เพราะญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากถึงกว่า 90% ของความต้องการทั้งหมด
5) ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก (Global Tech Supply Chain)
นี่คือส่วนที่กระทบหนักที่สุด หากเกิดความตึงเครียดจริง เพราะทั้งจีนและญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น
ชิป วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ EV supply chain
หากมีการจำกัดสินค้าหรือกำหนดมาตรการตอบโต้กัน จะกระทบบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ และไต้หวันด้วย
6) นักลงทุนควรเตรียมรับมืออย่างไร?
แม้สงครามจริงมีโอกาส “ต่ำมาก” แต่ความผันผวนจากข่าวมีโอกาส “สูงมาก” ดังนั้นกลยุทธ์ที่ควรใช้คือ
-กระจายความเสี่ยงมากกว่าปกติ
-ลดการถือหุ้นที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีน–ญี่ปุ่น
-ใช้ทองหรือ JPY เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
-ติดตามข่าวการซ้อมรบหรือความตึงเครียดบนทะเลจีนตะวันออก
-ไม่ overtrade ในช่วงที่ตลาดผันผวนผิดปกติ
สรุป
โอกาสที่ญี่ปุ่นกับจีน “รบกันจริง” ยังต่ำมาก เพราะต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงเกินกว่าจะเสี่ยง แต่ความตึงเครียดทางทหารหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ทำให้ตลาดตกใจนั้น “เกิดขึ้นได้เสมอ” และสิ่งนี้เองที่กระทบต่อผลการลงทุนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น สกุลเงิน ทองคำ พลังงาน หรือเทคโนโลยี
สำหรับนักลงทุน การ “เข้าใจบริบทภูมิรัฐศาสตร์” จึงกลายเป็นทักษะสำคัญไม่แพ้การอ่านกราฟหรือวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพราะโลกวันนี้เชื่อมโยงกันหมด และเหตุการณ์ในเอเชียตะวันออกสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปถึงพอร์ตของเราทั่วโลกได้ในทันที
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น