วิเคราะห์ทองคำ หลังจากใกล้ถึงจุด All Time High

แม้ว่ากระแสการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงนี้จะลดความสนใจในตลาดทองคำลงไปบ้าง แต่ทองคำยังคงเพิ่มขึ้นมาอย่างเรื่อยๆ จนแตะระดับ 2,680 ดอลลาร์อีกครั้ง ซึ่งใกล้จะทำสถิติสูงสุดตลอดกาล

ความแข็งแกร่งของทองคำเห็นได้อย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ผมเคยพยายามหาจังหวะการกลับตัวของทองคำ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นตอนนี้เป็นโอกาสดี เพราะทองคำใกล้ทำสถิติใหม่ คร่าวนี้ไม่ว่าคุณจะต้องการเทรดชอร์ต หรือลงทุนระยะยาว ผมมีคำแนะนำให้กับนักลงทุนทุกท่าน

 

1. ควบคุมอารมณ์ที่เกิดจากความกลัวความเสี่ยง

ราคาทองคำตอนนี้เชื่อมโยงกับปัจจัยความเสี่ยงอย่างชัดเจน แม้ว่าด้านเทคนิคจะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงแนวโน้มขาลง (bearish) บ้าง แต่เมื่อเกิดปัจจัยเสี่ยงขึ้น เทรดเดอร์ที่กลัวความเสี่ยงมักจะทะยอยขายชอร์ต (short position) ส่งผลให้ราคาทองคำกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง


ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสหรัฐที่กำลังจะมาถึงหรือสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งหมดนี้ช่วยเป็นปัจจัยในการสนับสนุนราคาทองคำ


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงมักจะมีผลกระทบที่ไม่ยั่งยืนในการผลักดันราคาทองคำ เมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น หรือเมื่อมีการคาดการณ์เหตุการณ์นั้นกำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ก็อาจทำให้ราคาทองคำผันผวน


เช่น ในรายงาน วารสารทองคำEBC ชี้ให้เห็นว่า ในหลายครั้งที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองคำกลับลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น ในขณะที่บางเหตุการณ์ยังไม่เกิดความขัดแย้ง ราคาทองคำกลับเพิ่มขึ้น เพราะตลาดได้คาดการณ์ความขัดแย้งไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ราคาทองคำกลับปรับตัวลดลงเนื่องจากความกังวลของตลาดหมดไป


ตัวอย่างเช่น ในกราฟจาก วารสารทองคำ EBC จะเห็นได้ว่าเมื่อสงครามโคโซโว (Kosovo War) สิ้นสุดลง ราคาทองคำกลับอยู่ในช่วงขาลงแล้ว


ดังนั้น อย่าประเมินผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงมากเกินไป โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งสหรัฐ ราคาทองคำอาจมีการปรับตัวลดลง หากทองคำไม่สามารถสร้างรูปแบบแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างมั่นคงในช่วงนี้ ก็อาจต้องระวังการปรับตัวลงของราคา

 

2. ติดตามอัตราเงินเฟ้อและคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ย

เช่นเดียวกับปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ในตลาดอัตราดอกเบี้ย สิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดคือ การคาดการณ์ล่วงหน้า


อัตราดอกเบี้ยและราคาทองคำมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในตลาด โดยจากข้อมูลของ วารสารทองคำEBC ความสัมพันธ์นี้มีประมาณ 78% หมายความว่าเมื่อมีการคาดการณ์ว่าจะลดอัตราดอกเบี้ย โอกาสที่ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นมีมากกว่า 78%


ดังนั้น การคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในระยะยาว ตามที่ข้อมูล วารสารทองคำ EBC แสดงให้เห็นว่าในช่วงวัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ย ราคาทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างมาก


เช่นเดียวกับปัจจัยเสี่ยง เมื่อธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย ตลาดมักจะตอบสนองล่วงหน้าประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาทองคำขึ้นล่วงหน้า และเมื่อมีการประกาศนโยบายจริง หากการลดดอกเบี้ยอยู่ในความคาดหมาย การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำอาจชะงักลง


ในช่วงนี้ ตลาดมักจะให้ความสำคัญกับ:

1. ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ – เช่น จะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง หากมีการเพิ่มจำนวนครั้ง ก็จะช่วยกระตุ้นราคาทองคำให้เพิ่มขึ้นอีกครั้ง

2. มุมมองของธนาคารกลางสหรัฐต่อเงินเฟ้อ – ยิ่งธนาคารกลางใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนในการควบคุมเงินเฟ้อ ก็จะกดดันราคาทองคำ เพราะจะหมายถึงการรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่ถ้าแสดงมาตรการผ่อนคลาย ก็อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับทองคำ


สรุปคือ การลดดอกเบี้ยและคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อมีความสำคัญมากสำหรับราคาทองคำ


3. ระวังผลกระทบจากสินทรัพย์ทดแทน

หลายคนอาจมองข้ามจุดนี้ไป

 "ผลกระทบจากสินทรัพย์ทดแทน (Substitute Assets)" คือสถานการณ์ที่ผู้คนเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความคุ้มค่ามากกว่า โดยย้ายเงินออกจากทองคำ


ผมสังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ครั้งแรกในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในขณะนั้นธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดอัตราดอกเบี้ย และเศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Technical Bear Market) แต่ทองคำกลับประสบกับการลดลงของราคา เนื่องจากนักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดหุ้นแทน

ราคาทองคำ


เมื่อมองย้อนกลับไป ตอนนี้สามารถเข้าใจตรรกะของตลาดในช่วงนั้นได้อย่างชัดเจน เพราะราคาทองคำได้เพิ่มขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมี ทำให้หลายหุ้นถูกประเมินค่าต่ำลง และเมื่อ Fed เข้ามาอัดฉีดสภาพคล่อง ก็ทำให้เกิดการไหลกลับสู่ตลาดหุ้นและกดดันราคาทองคำ


สำหรับตอนนี้ ราคาทองคำหลังจากที่ได้เพิ่มขึ้นมาช่วงหนึ่งก็เริ่มมีราคาที่แพง


ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งยังอยู่ในช่วงที่ถูกประเมินค่าต่ำ และปีนี้ IPO (บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น) กำลังฟื้นตัวขึ้น จึงไม่สามารถบอกได้ว่าทองคำจะถูกกดดันจากปัจจัยเหล่านี้หรือไม่?


ใน วารสารทองคำEBC ได้กล่าวถึงดัชนีทองคำต่อราคาน้ำมัน (Gold-Oil Ratio) ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดแทนอารมณ์ของตลาด ผมคำนวณคร่าว ๆ ว่าขณะนี้ดัชนีทองคำต่อราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 38.4


ตามการวิเคราะห์ของ วารสารทองคำ EBC ดัชนีนี้ยังสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยทั่วไป แม้ว่าจะยังห่างจากระดับสูงสุดที่ 63.35 แต่หากไม่นับสถานการณ์ราคาน้ำมันติดลบ ดัชนีนี้ก็ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์แล้ว


ดังนั้น หากอารมณ์ความเสี่ยงของตลาดเริ่มกลับมา อาจทำให้ดัชนีนี้ปรับตัวลง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาทองคำจะลดลง ดังนั้นควรติดตามการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อื่น ๆ โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้น ว่าจะส่งผลกดดันต่อทองคำหรือไม่?


ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอแนะของผม ในการลงทุนทองคำ หากคุณยังไม่เข้าใจตรรกะบางส่วนของคำแนะนำนี้ คุณสามารถสมัครรับ วารสารทองคำ EBC ได้ฟรี ซึ่งครอบคลุมทุกมิติและช่วงเวลาของการวิเคราะห์ทองคำ หากคุณสนใจสามารถลองรับข้อมูลเพิ่มเติมได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประชุมเฟดครั้งต่อไปเมื่อไร? สรุปตารางประชุมสุดท้ายของปี 2025 และปี 2026

Daylight Saving Time: ทุกสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนเวลา

หุ้น Palantir จะแยกหุ้นหรือไม่ ในปี 2025‑2026?